บทที่ 2: บททดสอบแรกภายใต้การปกครอง
ความเงียบในห้องนอนเป็นความเงียบที่หนักอึ้ง มันเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ยังไม่เอ่ยออกมา กษมารู้สึกเหมือนเป็นเหยื่อที่ถูกนักล่าใช้สายตาจับจ้อง แต่แปลกที่เธอไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกถึงความท้าทายที่น่าตื่นเต้น
“เธอมีกลิ่นหอม” คีธพูดขึ้นมาในความมืดสลัว เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มนุ่มในเวลาเดียวกัน “กลิ่นขององุ่นที่ยังไม่สุกดี... หรือดอกลาเวนเดอร์ที่หน้าบ้านกันแน่”
กษมารู้สึกขนลุกซู่กับคำพูดนั้น “หนู... หนูไม่รู้ค่ะ”
“ไม่รู้เหรอ?” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มกลับมาอีกครั้งที่มุมปาก “ฉันจะให้เธอหาคำตอบให้ฉันนะ”
เขาพลิกฝ่ามือของเธอ แล้วบรรจงจูบลงบนลงมันอย่างแผ่วเบา สัมผัสของริมฝีปากที่ร้อนผ่าวทำให้กษมาถึงกับกลั้นหายใจ
“คุณคีธ” เธอพยายามดึงมือออก “คุณอาควรนอนพักค่ะ”
“อย่าขัดใจฉันสิ” คีธพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ตามความเร่าร้อนที่ซ่อนอยู่ก็ไม่ได้ลดลงเลย “ฉันบอกแล้วไงว่าตอนนี้เธอเป็นของฉัน”
เขาดึงเธอลงมาใกล้กว่าเดิม จนใบหน้าของเธออยู่ห่างจากใบหน้าของเขาไม่ถึงคืบ เธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวของเขาที่เป่ารดผิวแก้ม กลิ่นของมินต์ผสมกับกลิ่นอ่อนๆ ของเหล้าองุ่นที่เขาน่าจะดื่มไปก่อนล้มตัวนอนทำให้เธอรู้สึกมึนงง
“หนู... หนูไม่ได้เป็นของใครนะคะ” กษมาตอบเสียงสั่นๆ
“ไม่จริง” คีธกระซิบเบาๆ “เธอคือคนที่เลือกจะเริ่มต้นเกมนี้... และการถลำลึกเข้ามาในโลกของฉัน มันสร้างพันธนาการที่แน่นหนามากนะสำหรับเด็กสาวอย่างเธอ”
เขาใช้มืออีกข้างเชยคางของเธอขึ้น เพื่อให้เธอมองสบตาเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยไฟปรารถนาที่ยากจะควบคุม
“เธอต้องทำตามคำสั่งของฉัน... ทุกอย่าง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและเย้ายวนใจ “นี่คือเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้ฉันพึงพอใจกับสิ่งที่เธอเต็มใจให้”
คำพูดของเขาเหมือนมีดที่กรีดลงบนความรู้สึกของเธอ มันทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังใช้ความอ่อนแอและความเต็มใจของเธอมาเป็นเครื่องมือในการครอบครอง แต่ในขณะเดียวกัน... เธอกลับรู้สึกว่าความดิบเถื่อนของเขามันน่าตื่นเต้นและท้าทาย
“แล้วถ้าหนูไม่ทำล่ะคะ?” กษมาถามกลับอย่างกล้าหาญ ทั้งที่หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก
คีธยิ้มหยัน “เธอไม่กล้าหรอก... เพราะฉันคือ คีธ มิลเลอร์... และฉันไม่ชอบคำว่า 'ไม่'”
เขาปล่อยมือจากข้อมือของเธอ แล้วเลื่อนมือขึ้นมาสัมผัสที่แก้มของเธออย่างแผ่วเบา นิ้วหัวแม่มือของเขาลูบไล้ไปตามโหนกแก้มอย่างช้าๆ สร้างความรู้สึกวาบหวามไปทั่วใบหน้า
“จูบฉันสิกษมา” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน “ถ้าเธอทำ... ฉันจะแสดงให้เธอเห็นว่าความเต็มใจของเธอมีความหมายต่อฉันมากแค่ไหน”
คำสั่งที่ตรงไปตรงมาทำให้กษมารู้สึกเหมือนถูกท้าทาย เธอรู้สึกถึงแรงผลักดันบางอย่างที่บอกให้เธอทำตามที่เขาต้องการ มันไม่ใช่เพราะเงื่อนไขภายนอกใดๆ แต่มันคือการยอมรับความปรารถนาที่ซ่อนเร้นของเธอเอง
เธอโน้มตัวลงไปช้าๆ ปิดระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเขา...
สัมผัสแรกเป็นไปอย่างอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน ริมฝีปากของคีธร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ แต่มันเป็นความร้อนที่ทำให้เธอรู้สึกถึงการมีอยู่ของเขาได้อย่างชัดเจน กษมาหลับตาลงและตอบรับการจูบของเขาอย่างไม่ลังเล เธอใช้ความรู้สึกทั้งหมดที่มีตอบสนองต่อการสัมผัสของเขา กลิ่นหอมของมินต์ผสมกับกลิ่นไวน์จางๆ ทำให้การจูบครั้งนี้ลุ่มลึกและน่าหลงใหลอย่างประหลาด
คีธรับรู้ถึงการตอบสนองที่บริสุทธิ์และร้อนแรงของเธอ เขากดจูบให้ลึกและเนิ่นนานขึ้น ใช้ริมฝีปากที่หนาและนุ่มนวลบดเบียดกับริมฝีปากของเธออย่างย้ำเตือน เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่การจูบ แต่เขาต้องการที่จะลิ้มลองและครอบครองรสชาติของเธอ
“หวาน...” คีธกระซิบชิดริมฝีปากเธอ เมื่อผละออกห่างเล็กน้อย “เธอหวานกว่าไวน์ทุกชนิดที่ฉันเคยลิ้มลองมา”
กษมายังคงหายใจหอบถี่ ใบหน้าแดงก่ำจากความเขินอายและความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้า เธอสัมผัสได้ถึงรสชาติที่ซับซ้อนของคีธ ทั้งความร้อนแรงของเขา ความขมของยา และความหวานของคำเยินยอ
“พอแล้วค่ะ” เธอพูดเสียงแผ่วเบา พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับมาเป็นปกติ “คุณอาต้องพักผ่อน”
คีธยิ้มอย่างพึงพอใจกับชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ นี้ “เธอทำตามคำสั่งของฉันได้ดีมากกษมา”
เขายอมปล่อยมือจากใบหน้าของเธอ และเอนกายลงนอนอย่างผ่อนคลาย
“ไปได้แล้ว... ฉันเชื่อว่าเธอจะทำตามคำสั่งของฉันได้ดีกว่านี้ในครั้งต่อไป”
กษมาลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่สั่นเทา เธอไม่รู้ว่าเธอเพิ่งทำอะไรลงไป แต่สิ่งที่เธอรู้คือหัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ความร้อนรุ่มที่ถูกจุดขึ้นยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
เมื่อเดินออกมาถึงประตูห้องนอนเธอก็ได้ยินเสียงของเขาที่พูดขึ้นเบาๆ อีกครั้ง
“ฝันดีนะ... เด็กดีของฉัน”
กษมาไม่กล้าหันหลังกลับไปมอง แต่รอยยิ้มที่เร่าร้อนของเขาได้สลักลงไปในใจของเธอแล้ว

